นิกอบคือ วาญิบหรือมุซตะฮับ?

นิกอบ คือ มุซตะฮับ
คำว่า “มุซตะฮับ” มีความหมายว่า “การแสวงหาความรัก (จากอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮุวะตะอาลา)
ในฮะดีษกุดซีย์ได้ให้คำบรรยายเกี่ยวกับหนทางในการแสวงหาความรักจากพระองค์ไว้อย่าง
สมบูรณ์ว่า


อบู ฮูร็อยเราะ รายงานว่าท่านศาสนทูตกล่าวว่า “อัลลอฮฺทรงตรัสว่า บ่าวของข้าจะไม่ได้
ใกล้ชิดข้าโดยการที่เขาทำในสิ่งที่เขาปรารถนาต่อฉัน มากกว่าการงานที่ดีที่ข้าได้บัญชา
แก่เขา และบ่าวของข้าหมั่นใกล้ชิดข้าด้วยการงานที่ประเสริฐ (กว่าที่ข้าสั่งใช้) ข้าจะรัก
เขา” (ศอเฮี้ยฮฺบุคอรีย์)


การงานของเราที่กระทำเพื่ออัลลอฮฺด้วยความเชื่อฟังต่อสิ่งที่พระองค์ทรงบัญชาแก่เรา (ฟัรดู) จะ
ทำให้เรานั้นใกล้ชิดพระองค์มากกว่า (การที่เราทำในสิ่งที่พระองค์มิได้สั่งใช้) และการกระทำที่มี
ความดีงามมากกว่าที่พระองค์ทรงบัญชา อาจเป็นเหตุให้เราได้ใกล้ชิดพระองค์มากยิ่งขึ้น อิน
ชาอัลลอฮฺ


เป็นที่ชัดแจ้งว่า “ฮิญาบ” นั้นเป็นคำสั่งใช้จากอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ดังนั้นพี่น้องสตรี
มุสลิมะฮฺย่อมได้ใกล้ชิดพระองค์โดยการสวมใส่ “ฮิญาบ” และเป็นที่ชัดแจ้งอีกเช่นกันว่า การ
กระทำในสิ่งที่มากกว่า (มีความดีงามกว่า) ที่พระองค์ทรงสั่งใช้ ย่อมเป็นหนทางที่ทำให้เราได้
ใกล้ชิดกับอัลลอฮฺมากยิ่งขึ้น (อินชาอัลลอฮฺ)


เมื่อมุสลิมะฮฺได้สวมใส่อาภรณ์เพื่อปกคลุมทุกส่วนของร่างกาย ยกเว้นใบหน้าและฝ่ามือ และ
หากเธอมีความต้องการที่จะกระทำในสิ่งที่มากกว่านั้น (มีความดีงามมากกว่า) เพื่อเป็นการ
แสวงหาความรักจากอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาแล้ว – ก็ยังมีบางส่วนของร่างกายที่ยังมิได้
ปกปิด นั้นคือ “ใบหน้าของเธอ” และ “ฝ่ามือของเธอ”


ถึงแม้ว่าจะไม่มีเหตุผลอื่นใดสำหรับการสวมใส่ “นิกอบ” แน่นอนว่าเหตุผลที่เรามีอยู่ก็เพียงพอ
แล้ว ดังนั้นการสวมใส่นิกอบ หรือ ถุงมือ จะถูกกล่าวหาว่าเป็นการกระทำ “สุดโต่ง” ได้
อย่างไร ในเมื่อ “ใบหน้า” และ “ฝ่ามือ” เป็นเพียงส่วนแรกที่มุสลิมะฮฺได้เปิดเผยต่อสาธารณะใน
การเริ่มต้นเท่านั้น


“นิกอบ เปรียบดัง ฮะยาอฺ”


คำว่า “ฮะยาอฺ” นั้นมักมีการให้ความหมายว่าเป็น “ความอาย” แต่แท้จริงแล้วมันไม่ได้เป็น
ความหมายที่ถูกต้องนัก หากเปรียบกับความหมายในภาษาอาหรับ ซึ่งความหมายที่ดีกว่า
หากแต่ยาวกว่า ณ ที่นี้ นั่นคือ “การปกป้องรักษาความเป็นส่วนตัวในสิ่งที่เป็นส่วนตัว”
อิสลาม ได้ให้ความสำคัญต่อ “สิ่งที่เป็นส่วนตัว” และรักษาความเป็นส่วนตัวต่อสิ่งที่เป็น
ส่วนตัว และ “ฮิญาบ” นั้นถือเป็นส่วนสำคัญของกฎเกณฑ์แห่งอิสลาม อันประกอบด้วย
คุณสมบัติของ “ฮะยาอฺ”


อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงแบ่งแยกความแตกต่างระหว่าง “พื้นที่ของความเป็น
สาธารณะ” และ “พื้นที่ของความเป็นส่วนตัว” ไว้อย่างชัดเจนใน ชารีอะฮฺ และพระองค์ทรง
สร้าง “เกราะป้องกัน” (เช่น ฮิญาบ) ระหว่างสองสิ่งนี้ โดย “พื้นที่แห่งความเป็นส่วนตัว” ได้ถูก
แยกออกจาก “พื้นที่แห่งความเป็นสาธารณะ” อย่างเป็นรูปธรรมและได้รับการปกป้องอย่างดี
ต่อการล่วงล้ำ (ซูเราะฮฺ อันนูร อายะห์ที่ 27-29)


[24.27] โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย พวกเจ้าอย่าเข้าไปในบ้านอื่นใดนอกจากบ้านของพวก
เจ้าจนกว่าพวกเจ้าจะขออนุญาตและให้สลามแก่เจ้าของบ้านเสียก่อน เช่นนั้นแหละ
เป็นการดีกว่าสำหรับพวกเจ้า หวังว่าพวกเจ้าจะได้ใคร่ครวญ


[24.28] เมื่อพวกเจ้าไม่พบผู้ใดในบ้านนั้นก็อย่าเข้าไป จนกว่าจะได้รับอนุญาต และเมื่อ
มีการกล่าวแก่พวกเจ้าว่า จงกลับไป ก็จงกลับไป มันเป็นการเหมาะสมยิ่งแก่พวกเจ้า
และอัลลอฮฺทรงรอบรู้สิ่งที่พวกเจ้ากระทำ


[24.29] ไม่ถือเป็นความผิดแก่พวกเจ้าที่จะเข้าไปในสถานที่ใดที่มิใช่เป็นที่พักอาศัย ซึ่ง
ณ ที่นั้นมีสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่พวกเจ้า และอัลลอฮฺทรงรู้ดีสิ่งที่พวกเจ้าเปิดเผยและสิ่ง
ที่พวกเจ้าปกปิด


และสิ่งที่ผู้คนกระทำในพื้นที่ส่วนตัวก็จะได้รับการปกป้องและคุ้มครองเช่นกัน โดยมีการสั่งห้าม
การกระทำสิ่งต่อไปนี้คือ “การคาดเดา” “การนินทา” “การสอดแนมในเรื่องของผู้อื่น” (ซูเราะฮฺ
อันนูรฺ อายะห์ที่ 12-13) (ซูเราะฮฺอัล หัจญร็อต อายะที่ 11-12)


[24.12] และเมื่อนั้น เหตุใดบรรดาผู้ศรัทธาชายและหญิง เมื่อได้ยิน (การใส่ร้าย การ
กล่าวเท็จ) แล้ว เขาจึงไม่คิดถึงสิ่งที่ดีต่อพี่น้องของเขา และกล่าวว่า “นี่เป็น “ความเท็จ”
อย่างชัดแจ้ง


[24.13] เหตุใดพวกเขาจึงไม่นำพยานสี่คนมา (เพื่อยืนยัน) หากพวกเขาไม่นำพยาน
เหล่านั้นมาแล้ว ดังนั้นพวกเขาเหล่านั้นต่างเป็น ผู้กล่าวเท็จ ณ ที่อัลลอฮฺ


[49.11] โอ้ บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย! ชนกลุ่มหนึ่งอย่าได้เยาะเย้ยชนอีกกลุ่มหนึ่ง บางที
ชนกลุ่มที่ถูกเยาะเย้ยนั้นจะดีกว่าชนกลุ่มที่เยาะเย้ย และสตรีกลุ่มหนึ่งอย่าได้เยาะเย้ย
สตรีกลุ่มอื่น บางทีสตรีกลุ่มนั้นจะดีกว่ากลุ่มที่เยาะเย้ย และพวกเจ้าอย่าได้ตำหนิกัน
และกัน และอย่าได้เรียกกันด้วยฉายาที่ไม่ชอบ ช่างเลวทรามจริง ๆ ที่บรรดาผู้ศรัทธา
จะเรียกกันว่าเป็นผู้ฝ่าฝืน (เช่น การกล่าวว่า “คนบาป” หรือ “คนเลวทราม” เป็นต้น)
ภายหลังจากที่ได้มีการศรัทธากันแล้ว และผู้ใดไม่สำนึกผิด ชนเหล่านั้นคือบรรดาผู้
อธรรม


[49.12] โอ้ บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย! พวกเจ้าจงปลีกตัวให้พ้นจากการสงสัยให้มาก
แท้จริงการสงสัยบางอย่างนั้นเป็นบาป และพวกเจ้าอย่าสอดแนม และบางคนในหมู่
พวกเจ้าอย่านินทาซึ่งกันและกัน คนหนึ่งในหมู่พวกเจ้านั้นชอบที่จะกินเนื้อพี่น้องของ
เขาที่ตายไปแล้วกระนั้นหรือ? พวกเจ้าย่อมเกลียดมัน และจงยำเกรงอัลลอฮฺเถิด แท้
จริงอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ


สิ่งใดก็ตามที่เป็นเรื่องส่วนตัวจำต้องได้รับการรักษาให้เป็นส่วนตัว โดยการปกป้องคุ้มครองอย่าง
เป็นรูปธรรม รวมไปถึงการวางตัวของมุสลิมโดยการไม่กล่าวถึง “เรื่องที่เป็นส่วนตัว” (ในที่
สาธารณะ) นั้นๆ หรือ การคาดเดา หรือการพยายามที่จะค้นหาความเป็นส่วนตัว (ของบุคคลใด
บุคคลหนึ่ง) ซึ่งกฎเดียวกันนี้ถูกนำมาใช้กับตัวบุคคลด้วยเช่นกัน เพราะว่า “สิ่งที่ไม่จำเป็นต่อการ
เปิดเผยก็จำต้องได้รับการปกปิด” (หรือ ดังที่อัลกุรอานกล่าวไว้ใน ซูเราะฮฺ อันนูรฺ อายะห์ที่ 31
ที่ว่า “สตรีนั้นไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อการเปิดเผยความสวยงาม เว้นแต่สิ่งที่ปรากฏโดยเห็นได้ชัด)


[24.31] และจงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) แก่บรรดามุอฺมินะฮ์ ให้พวกเธอลดสายตาของพวก
เธอลงต่ำ และให้พวกเธอรักษาทวารของพวกเธอ (การมีเพศสัมพันธ์ที่ผิด) และอย่า
เปิดเผยเครื่องประดับของพวกเธอ เว้นแต่สิ่งที่พึงเปิดเผยได้ (ใบหน้าและฝ่ามือ หรือตา
หนึ่งข้าง หรือสองข้าง) และให้เธอปิดด้วยผ้าคลุมศีรษะของเธอลงมาถึงหน้าอกของเธอ

และอย่าให้เธอเปิดเผยเครื่องประดับของพวกเธอ เว้นแต่แก่สามีของพวกเธอ หรือบิดา
ของพวกเธอ หรือบิดาของสามีของพวกเธอ หรือลูกชายของพวกเธอ หรือลูกชายของ
สามีของพวกเธอ หรือพี่ชายน้องชายของพวกเธอ หรือลูกชายของพี่ชายน้องชายของ
พวกเธอ หรือลูกชายของพี่สาวน้องสาวของพวกเธอ หรือพวกผู้หญิงของพวกเธอ หรือ
ที่มือขวาของพวกเธอครอบครอง (ทาสและทาสี) หรือคนใช้ผู้ชายที่ไม่มีความรู้สึกทาง
เพศ หรือเด็กที่ยังไม่รู้เรื่องเพศสงวนของผู้หญิง และอย่าให้เธอกระทืบเท้าของพวกเธอ
เพื่อให้ผู้อื่นรู้สิ่งที่พวกเธอควรปกปิด ในเครื่องประดับของพวกเธอ และพวกเจ้า
ทั้งหลายจงขอลุแก่โทษต่ออัลลอฮฺเถิด โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับ
ชัยชนะ


มากไปกว่านั้น ใน “พื้นที่ส่วนตัว” ภายในบ้านและครอบครัว กฎเกณฑ์ต่างๆ นั้นได้รับการผ่อน
ผัน สมาชิกภายในครอบครัว หรือบุคคลบางประเภทย่อมพบปะเยี่ยมเยียนกันได้โดยสะดวก (ซู
เราะ อันนูรฺ อายะห์ 61)


[24.61] ไม่เป็นการลำบากใจอันใดแก่คนตาบอด และไม่เป็นการลำบากใจอันใดแก่คน
พิการ และไม่เป็นการลำบากใจอันใดแก่คนป่วย และไม่เช่นกันแก่ตัวของพวกเจ้าที่จะ
รับประทานอาหารที่บ้านของพวกเจ้า หรือบ้านของบิดาของพวกเจ้า หรือบ้านของ
มารดาของพวกเจ้า หรือบ้านของพี่ชาย น้องชายของพวกเจ้า หรือบ้านของพี่สาว
น้องสาวของพวกเจ้า หรือบ้านของลุง อาของพวกเจ้า หรือบ้านของป้า อาสาวของพวก
เจ้า หรือบ้านของลุง น้าของพวกเจ้า หรือบ้านของป้า น้าสาวของพวกเจ้า หรือบ้านที่
พวกเจ้าครอบครองกุญแจของมัน หรือบ้านของเพื่อนๆของพวกเจ้า ไม่เป็นการลำบาก
ใจอันใดแก่พวกเจ้าที่จะร่วมรับประทานกันเป็นหมู่หรือแยกกัน เมื่อพวกเจ้าเข้าไปใน
บ้านก็จงกล่าวสลามให้แก่ตัวของพวกเจ้าเอง เป็นการคำนับอันจำเริญยิ่งจากอัลลอฮฺ
เช่นนั้นแหละ อัลลอฮฺทรงชี้แจงโองการทั้งหลายให้เป็นที่ชัดแจ้งแก่พวกเจ้าเพื่อพวกเจ้า
จะได้ใช้สติปัญญาพิจารณา


ตรงกันข้าม ใน “พื้นที่สาธารณะ” กฎระเบียบนั้นมีความเคร่งครัด ซึ่งมิใช่เพียงแค่เรื่องของ “การ
แต่งกาย” แต่ยังรวมไปถึงพฤติกรรม เช่น การสัมผัสร่างกายกันเป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง รูปแบบ
การพูดคุยระหว่างกันควรเป็นไปเพื่อกิจธุระ และการคุลวะ (เช่นการอยู่ร่วมกันตามลำพังระหว่าง
ผู้หญิง และผู้ชาย ที่ไม่มีความสัมพันธ์เครือญาติ) จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงด้วยเช่นกัน – ในการแต่ง
กาย การพูดจาและพฤติกรรมต่างๆ ของความเป็นมุสลิมนั้น จำเป็นต้องมี “การคุ้มครอง

ป้องกัน” เพื่อเป็นตัวแบ่งแยก “ความเป็นสาธารณะ” (ที่จำเป็นต้องเปิดเผยให้รับรู้) และ
“ความเป็นส่วนตัว” (ที่ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยให้รับรู้)


จากสิ่งนี้ เราสามารถกล่าวได้ว่า “ฮิญาบ” คือ เครื่องป้องกันความเป็นส่วนตัว และเป็นการ
แสดงออกซึ่งฮะยาอฺ ดังนั้นเป็นที่ชัดแจ้งว่า สิ่งที่เป็น “มุซตะฮับ” คือการที่เราคุ้มครองความ
เป็นส่วนตัวของเรามากกว่าที่อัลลอฮฺทรงสั่งใช้ -- เราสามารถให้เกียรติความเป็นส่วนตัวของ
ผู้อื่นด้วยความระมัดระวังมากขึ้น โดยการออกห่างจากการคาดเดา การนินทา การสอดแนม
(เรื่องราวของผู้อื่น) และเรายังสามารถที่จะปกป้องความเป็นส่วนตัวของเราเองอย่างระมัดระวัง
มากขึ้นโดยการก้าวไปสู่ระดับที่สูงกว่าในเรื่องของการแต่งกาย เรื่องของการออกห่างจากการ
สัมผัสร่างกายกันและการคุลวะกับผู้ที่มิใช่มะฮฺรอม อีกทั้งการทำให้เรื่องของการพูดคุยสนทนา
กับผู้ที่มิใช่มะฮฺรอมเป็นความจำเป็นขั้นต่ำสุดในการติดต่อกิจธุระ


สำหรับพี่น้องมุสลิมะฮฺนั้น อย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นว่า การก้าวไปสู่ระดับที่สูงขึ้นในเรื่องของ
การแต่งกายที่เรา ต้อง หรือ สามารถ ทำได้นั้น ก็คือ การสวมใส่ “นิกอบ และ ถุงมือ”

อ่านต่อหรือดาวน์โหลดได้ ที่นี่

ตอบ

เนื้อหาของข้อมูลนี้ถูกรักษาเป็นความลับและไม่แสดงต่อสาธารณะ

เว็บบอร์ด-กุรอาน-เพื่อนบ้าน

ค้นหาอัลกุรอานพร้อมความหมาย

บ้านมุสลิมะฮฺ เชคริฎอ อะหมัด สมะดี กลุ่มมุสลิมเพื่อสันติ หนังสือพิมพ์ประชาชาติอิสลามออนไลน์ ฟัตวาออนไลน์ มูลนิธิอนุรักษณ์มรดกอิสลาม
100 100 ร้านมุอฺมินดีไซน์เว็บไซด์เพื่อการศึกษาอิสลาม ตลอดชีวิต หรือว่าพวกเจ้าคิดว่า พวกเจ้าจะได้เข้าสวนสวรรค์ ทั้งๆ ที่อัลลอฮฺยังมิได้ทรงรู้ บรรดาผู้ที่ต่อสู้ (ญิฮาด) ในหมู่พวกเจ้าพร้อมกันนั้น พระองค์ก็จะทรงรู้บรรดาผู้ที่อดทนด้วย อิสลามเริ่มต้นที่บ้าน บ้านแห่งการเรียนรู้...مرآة<br />
:: กระจกเงาสะท้อนเยาวชน ::[Togetherness magazine] ก้าวไป…ด้วยกันร้านบ้านมุสลิมะฮฺ จำหน่ายสินค้าเพื่อมุสลิม Basic to muslimah ยินดีต้อนรับแด่ผู้แสวงหาสัจธรรม ร้านจำหน่ายสินค้าอุปกรณ์เบเกอรี่หะล้าลตากะยายหะล้าลคาเฟ่ ร้านบ้านดินอิสลามจำหน่าย ของกิน ของใช้ หนังสือความรู้ทั่วไป ในราคาย่อมเยา
เบเกอรี่ฮาลาล รับทำเค้ก อร่อยทุกชนิด เลือกส่วนผสมอย่างดี
แหล่งรวมหิญาบ ผ้าคลุม เสื้อผ้ามุสลิม ของขวัญของฝาก

คัดลอกข้อความด้านล่างไปไว้ที่หน้าเว็บของท่าน หากต้องการแลกลิงค์