กฎเกณฑ์การญิฮาดสำหรับสตรี

ถาม : ฉันกำลังสับสนเกี่ยวกับเรื่อง กฎเกณฑ์การญิฮาดสำหรับสตรีว่ามีขอบเขตอย่างไร ?

ตอบ : อัล-หัมดุลิ้ลลาฮฺ

ญิฮาดไม่เป็นข้อบังคับ(วาญิบ)สำหรับสตรี ท่านอิบนิ กุดามะฮฺ ร่อหิมะฮุ้ลลอฮฺ ได้กล่าวว่า

“การญิฮาดจะเป็นข้อบังคับก็ต่อเมื่อมีเงื่อนไข 7 ประการด้วยกัน คือ1.เป็นมุสลิม 2.บรรลุนิติภาวะแล้ว 3.มีสติสัมปะชัญญะปกติ หรือไม่วิกลจริต 4.เป็นไท 5.เป็นเพศชาย 6.ร่างกายเป็นปกติแข็งแรง 7.สามารถช่วยเหลือทางด้านการเงินได้

ในประเด็นเกี่ยวกับ1.เป็นมุสลิม 2.บรรลุนิติภาวะแล้ว 3.มีสติสัมปะชัญญะปกติ หรือไม่วิกลจริต เป็นเงื่อนไขจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับหน้าที่ที่พึงมีต่ออิสลาม เนื่องจากกาฟิรฺไว้ใจไม่ได้ที่จะให้มาทำการญิฮาด ส่วนคนวิกลจริตก็ให้ไปทำญิฮาดไม่ได้ และเด็กๆก็อ่อนแอเกินไปที่จะไปทำการญิฮาด ท่านอิบนิ อุมัรฺ ร่อฎิยัลลอฮุ อันฮุ ได้กล่าวไว้ว่า “ฉันได้เสนอตัวเองต่อท่านรสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัมในวันที่ทำสงครามอุฮุด ขณะที่ตอนนั้นฉันอายุ 14 ปี แต่ท่านไม่ยอมให้ฉันไปร่วมรบด้วย” บุคอรียฺ-มุสลิม

ส่วนประเด็นต้องเป็นเพศชายนั้น ก็เพราะว่ามีรายงานจากท่านหญิงอฺาอิชะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุ อันฮาซึ่งได้กล่าวว่า “โอ้ ท่านรสูลุ้ลลอฮฺ สตรีต้องเข้าร่วมในการญิฮาดด้วยหรือไม่ ?” ท่านได้ตอบว่า “เข้าร่วมด้วย แต่เป็นญิฮาดที่ไม่ใช่การต่อสู้ คือ หัจญฺ และ อุมเราะฮฺ” เพราะสตรีไม่สามารถต่อสู้ด้วยการใช้กำลังได้ สตรีไม่มีสรีระแข็งแรงอย่างผู้ชาย” (จาก “อัล-มุฆนียฺ” เล่ม 9 หน้า 163)

หะดีษที่ท่านหญิงอฺาอิชะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุ อันฮา รายงานข้างต้นนี้ อยู่ในบันทึกของท่านอิมามอะหฺมัด (หมายเลข 25361) และอิบนิ มาญะฮฺ (หมายเลข 2901) เป็นหะดีษศ่อหี๊ยฺหฺ จัดลำดับโดยท่านอิมามอัล-อัลบานียฺ ใน ศ่อหี๊ยฺหฺ สุนัน อิบน มาญะฮฺ


แล้วสตรีจะออกไปช่วยเหลือบรรดามุญาฮิดีน และช่วยเหลือผู้บาดเจ็บในสมรภูมิได้หรือไม่ ?

อัล-สัรฺค่อสียฺ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “ชัรฺหฺ อัส-สิยัรฺ อัล-กะบีรฺ” เล่ม 1 หน้า184 บทที่ว่าด้วย “สตรีร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับบุรุษในสงคราม” ว่า

“เราไม่ชอบให้สตรีต่อสู้เคียงข้างบุรุษในสงคราม เนื่องจากสรีระร่างกายของสตรีมิได้ถูกสร้างมาเพื่อการต่อสู้ ดังที่ท่านรสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัมได้ถอนหายใจกล่าวอย่างลำบาใจว่า “ฮ้า! สตรีผู้นี้ ที่จริงแล้วนางไม่น่าจะต้องออกมาสู้รบเลย(น่าเห็นใจจริงๆ)”(พูดเมื่อท่านเห็นร่างของสตรีนางหนึ่งกำลังต่อสู้ในสนามรบ ทั้งๆที่โดยปกติแล้วนางไม่มีหน้าที่เช่นนั้นเลย แต่ต้องทำเพราะเมื่อถึงคราวคับขันจำเป็นจริงๆ) และเมื่อสตรีผู้หนึ่งต่อสู้กับข้าศึก เอฺาเราะฮฺของนางก็จะถูกเปิดเผยออกมา แล้วมันก็จะเป็นที่สบใจของพวกมุชริกีน และนั่นจะเป็นเหตุให้พวกมุชริกีนมีความหวังมากขึ้นที่จะมีชัยชนะเหนือมุสลิม ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะพวกเขาคิดว่าฝ่ายมุสลิมอ่อนแอจนถึงกับต้องเอาสตรีมาออกรบด้วย พวกเขาจะกล่าวว่า “พวกมุสลิมจำเป็นต้องใช้ความช่วยเหลือจากสตรีมาสู้กับพวกเรา” ดังนั้นจึงสมควรหลีกเลี่ยงเป็นอย่างยิ่ง จากเหตุผลที่กล่าวมา จึงไม่สนับสนุนให้สตรีมีส่วนร่วมโดยตรงในการต่อสู้ ณ สมรภูมิรบ แต่ถ้าหากฝ่ายมุสลิมไม่มีทางเลือกอื่นจริงๆ สตรีก็จำเป็นต้องออกรบด้วย เพราะการขับไล่กุฟฟารฺที่มารุกรานมุสลิมเป็นสิ่งจำเป็นต้องกระทำทุกวิถีทาง มิใช่เพียงถือว่าเป็นสิ่งที่อนุญาตเท่านั้น แต่มันถือเป็นวาญิบด้วยซ้ำ ดังตัวบทหลักฐานจากสงครามหุนัยนฺ

ซึ่งตอนท้ายของเรื่องราวเกี่ยวกับสงครามหุนัยนฺได้มีกล่าวไว้ว่า : อุมมุ สุลัยมฺ บินติ มิลหาน رضي الله عنها กำลังต่อสู้ในสนามรบโดยมีผ้ารัดเอวนางอยู่ผืนหนึ่ง นางได้กล่าวว่า “โอ้ ท่านรสูลุ้ลลอฮฺ ท่านคิดอย่างไรเกี่ยวกับคนพวกนี้ ที่หนีไปจากท่านแล้วปล่อยให้ท่านล้มลงอย่างนี้ ? ท่านไม่ควรยกโทษให้พวกเขาในเมื่ออัลลอฮฺให้ท่านมีอำนาจเหนือพวกเขา” ท่านได้กล่าวว่า “โอ้ อุมมุ สุลัยมฺ เอ๋ย การอภัยโทษของอัลลอฮฺนั้นมากมายเหลือล้นยิ่งนัก” นางได้กล่าวแก่ท่านซ้ำถึงสามครั้ง และทุกๆครั้งท่านรสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม ก็จะกล่าวว่า ว่า “การอภัยโทษของอัลลอฮฺนั้นมากมายเหลือล้นยิ่งนัก”

ในอัล-มะฆอซียฺได้มีรายงานว่า: อุมมุ สุลัยมฺ บินติ มิลหาน رضي الله عنها กล่าวว่า “โอ้ ท่าน รสูลุ้ลลอฮฺ เราไม่ควรสังหารคนพวกนี้หรือที่พวกเขาวิ่งหนีออกจากสนามรบ อย่างที่เราได้สังหารพวกมุชริกีน ? ท่านได้กล่าวว่า “การอภัยโทษของอัลลอฮฺนั้นมากมายเหลือล้นยิ่งนัก” จะมีความจำเป็นอะไรอีกเล่าสำหรับสตรีที่จะยิ่งใหญ่ไปกว่าการต่อสู้ในสถานการณ์ดังกล่าว ขณะที่พวกผู้ชายเหล่าบุรุษอกสามศอกทั้งหลายต่างหนีกันกระเจิดกระเจิงไปหมด ปล่อยทิ้งท่าน รสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัมไว้ตามลำพัง นี่เป็นหลักฐานแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ไม่เป็นความผิดแต่อย่างใดที่สตรีต้องออกไปสู้รบในสถานการณ์คับขันจำเป็นจริงๆ ทั้งนี้เนื่องจากว่าท่าน รสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม เองไม่ได้ขัดขวางอุมมุ สุลัยมฺจากการสู้รบในสถานการณ์ดังกล่าว แต่ก็ไม่มีรายงานว่าท่านอนุญาตให้สตรีออกไปสู้รบในเหตุการณ์อื่นๆ

ไม่ถือว่าเป็นความผิดที่สตรีสูงอายุจะไปอยู่ในสนามรบเพื่อดูแลคนบาดเจ็บ ลำเลียงเสบียงทั้งน้ำและจัดเตรียมอาหารเพื่อเลี้ยงดูบรรดาเหล่าทหารเมื่อกองทัพมุสลิมถึงคราวจำเป็นที่ต้องทำเช่นนั้น เนื่องจากหะดีษที่อับดุลลอฮฺ บิน ก่อร็อฏ อัล-อัซฺดียฺ รายงานว่า : “บรรดา สตรีของท่านคอลิด บิน อัล-วะลีด และสตรีของบรรดาศ่อหาบะฮฺทั้งหลายได้ถลกปลายแขนเสื้อขึ้น เพื่อนำน้ำไปเลี้ยงดูบรรดาเหล่ามุญาฮิดีน พร้อมทั้งยังท่องบทกลอนปลุกใจเพื่อการญิฮาดเมื่อคราวที่ทำการสู้รบกับไบเซ็น ไตน์(อาณาจักรโรมัน)” สตรีในที่นี้ทำไมจึงหมายถึงสูงอายุ ทั้งนี้ก็เพราะสตรีที่ยังอ่อนเยาว์อยู่นั้นไม่อนุญาตให้ออกไปญิฮาดเนื่องจากเกรงว่าจะเกิดฟิตนะฮฺขึ้นได้ และสตรีสูงอายุหน่อยนั้นสามารถดูแลและแก้ไขความจำเป็นในสถานการณ์เช่นนั้นได้

และยังมีรายงานอีกว่าอุมมุ มุฏออฺ ซึ่งอยู่ร่วมกับท่านรสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม ในสงครามค็อยบัรฺ นางได้เล่าว่า : “ ฉันเห็นพวกอัสลัม(อาหรับเผ่าหนึ่ง)บ่นแก่ท่านรสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัมถึงความยากลำบากที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่ ดังนั้นท่านได้แนะนำพวกเขาให้ฮึกเหิมในการญิฮาดแล้วพวกเขาก็ตอบสนองคำแนะนำของท่าน ฉันเห็นพวกอัสลัมเป็นพวกแรกที่บุกตะลุยไปถึงป้อมปราการของข้าศึก และในวันนั้นอัลลอฮฺได้ทำให้พวกเรามีชัยชนะก่อนที่ตะวันจะตกดินเสียอีก”

นี่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า อุมมุ มุฏออฺ ได้ออกไปอยู่ร่วมกับท่านรสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม ในสงครามค็อยบัรฺ และท่านก็ไม่ได้นางด้วย จากหลักฐานเหล่านี้ทำให้เราได้รับรู้ว่าไม่เป็นความผิดที่สตรีสูงอายุหน่อยออกไปช่วยบรรดามุญาฮิดีน โดยที่พวกนางปฏิบัติภาระหน้าที่ที่เหมาะสมแก่พวกนาง และอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงประทานความสำเร็จ”

จบบทคัดลอจาก “ชัรฺหฺ อัส-สิยารฺ อัล-กะบีรฺ” เล่ม 1 หน้า184

มีกล่าวในหนังสือ “กิชชาฟ อัล-กินาอฺ” كشاف القناع เล่ม 3 หน้า 26 ว่า : “สตรีไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมญิฮาด เพราะมันเป็นที่มาของความหวั่นไหวเย้ายวนใจ และไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะแก่การต่อสู้ เนื่องจากลักษณะโดยธรรมชาติของนางนั้นมีความอ่อนและขี้กลัว และไม่มีหลักประกันอันใดว่าพวกนางจะไม่ถูกข้าศึกจับไปเป็นเชลย และไม่มีหลักฐานใดที่อนุญาตให้นางทำในขณะที่อัลลอฮฺได้ห้ามปรามไว้ อุละมาอ์บางท่านกล่าวว่า – ยกเว้นภริยาของผู้ปกครองของรัฐหรือภริยาของแม่ทัพ ที่อาจจะได้รับอนุญาตเพื่อช่วยเหลือเขาตามความจำเป็น โดยอาศัยหลักฐานจากการกระทำของท่านรสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม หรือจากตัวอย่างสตรีสูงอายุในกรณีจำเป็นจริงๆ เช่น การบริการให้น้ำดื่มแก่บรรดาทหารและการดูแลช่วยเหลือบรรดามุญาฮิดีนที่ได้รับบาดเจ็บจากการทำศึก เกี่ยวกับเรื่องนี้ อัรฺ-รุบัยยิอฺ บินติ มุเอฺาวิซرضي الله عنها ได้กล่าวว่า “พวกเราเคยออกไปสู้รบร่วมกับท่านรสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม พวกเราได้ช่วยกันบริการให้น้ำดื่มและอำนวยความสะดวกต่างๆแก่บรรดามุญาฮิดีน และยังช่วยกันลำเลียงผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและชะฮีดกลับยังนครมะดีนะฮฺ” ในบันทึกของบุคอรียฺ และก็มีอยู่ในบันทึกของมุสลิม จากการรายงานของท่านอนัส رضي الله عنه ทั้งนี้เนื่องจากบรรดาบุรุษกำลังพัวพันอยู่กับการสู้รบไม่มีเวลาหรือกำลังคนมาทำหน้าที่ดังกล่าวที่สตรีทำ ดังนั้นการบริการและช่วยเหลือดังกล่าว จึงเป็นการช่วยเหลือและสนับสนุนมุสลิมีนโดยตรงให้พวกเขาได้ทำหน้าที่สู้รบศัตรูได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง”

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ต้องกระทำร่วมกับการญิฮาดในกรณีที่ศัตรูไม่ได้บุกรุกดินแดนมุสลิม ส่วนในกรณีที่ญิฮาดเป็นหน้าที่ภาคบังคับ(วาญิบ)แก่มุสลิมทุกคนที่มีความสามารถทางด้านร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นบุรุษหรือสตรี และสตรีอาจจะออกไปญิฮาดโดยไม่ต้องขออนุญาตจากสามี อัล-กาซานียฺ อัล-หะนะฟียฺ ร่อหิมะฮุ้ลลอฮฺ ได้กล่าวว่า “เมื่อถึงเวลาที่มีการเคลื่อนพลทางทหารกัน เช่น เมื่อศัตรูได้บุกรุกดินแดนมุสลิม เมื่อนั้นถือเป็นหน้าที่ภาคบังคับส่วนบุคคล(ฟัรฎุอัยนฺ)แก่มุสลิมทุกคนที่สามารถทำการต่อสู้ได้ ดังที่อัลลอฮฺได้ตรัสไว้ว่า

“พวกเจ้าจงเคลื่อนพลออกไปเถิด ไม่ว่าจะเป็นคนที่มีความคล่องตัว(ทั้งสุขภาพแข็งแรง หนุ่มแน่น หรือมีทรัพย์สินมากมาย) และคนที่อืดอาด(สุขภาพไม่ค่อยดี เจ็บป่วย คนชรา หรือคนยากจน) และพวกเจ้าจงญิฮาดด้วยทรัพย์สินของพวกเจ้าและชีวิตของพวกเจ้าในทางของอัลลอฮฺ เช่นนี้แหละ ดียิ่งสำหรับพวกเจ้า หากพวกเจ้ารู้” สูเราะฮฺ อัต-เตาบะฮฺ : 41

“อย่าให้เกิดขึ้นแก่ชาวมะดีนะฮฺและชาวอาหรับที่พักอยู่รอบๆมะดีนะฮฺ ที่พวกเขาจะผินหลังให้กับรสูลของอัลลอฮฺ และพวกเขาเหล่านั้นจงอย่าห่วงชีวิตของตัวเองมากกว่าชีวิตของรสูลของอัลลอฮฺ............” สูเราะฮฺ อัต-เตาบะฮฺ : 120

จาก “บะดาอิอฺ อัศ-ศ่อนาอิอฺ” เล่ม 7 หน้า 98

และมีเนื้อหาคล้ายๆกันนี้กล่าวไว้ในหนังสือ “อัช-ชัรฺหฺ อัศ-ศ่อฆีรฺ” หนึ่งในตำราของมัซฮับมาลิกียฺ เล่ม 2หน้า 274 ว่า ถ้าศัตรูโจมตีดินแดนของมุสลิม เมื่อนั้นการญิฮาดถือเป็นหน้าที่ภาคบังคับ(วาญิบ)สำหรับทุกคนทั้งบุรุษและสตรี

สรุป

โดยหลักการแล้วญิฮาดไม่หน้าที่ภาคบังคับ(วาญิบ)แก่สตรี ยกเว้นในกรณีที่จำเป็นจริงๆ เช่น ถ้าพวกกุฟฟารฺได้บุกโจมตีดินแดนของมุสลิม ในกรณีเช่นนี้ ญิฮาดจะกลายเป็นหน้าที่ภาคบังคับ(วาญิบ)แก่สตรีด้วยตามความสามารถของพวกนาง ถ้านางไม่สามารถเข้าร่วมต่อสู้ได้ก็ไม่เป็นข้อบังคับแก่นาง เนื่องจากอัลลอฮฺได้ตรัสไว้ว่า

“อัลลอฮฺไม่วางภาระหนักแก่ชีวิตใด เว้นแต่ตาม(ไม่ให้เกิน)ขีดความสามารถของชีวิตนั้น...” สูเราะฮฺ อัล-บะก่อเราะฮฺ : 286

วัลลอฮุ อะอฺลัม - และอัลลอฮฺทรงรู้ดียิ่ง

โดย : ชัยคฺ มุหัมมัด ศอลิหฺ อัล-มุนัจญิด
ถอดความโดย : หัฟเศ็าะฮฺ อัล-มุสลิมาต
ที่มา มุสลิมะฮฺทูเดย์

ตอบ

เนื้อหาของข้อมูลนี้ถูกรักษาเป็นความลับและไม่แสดงต่อสาธารณะ

เว็บบอร์ด-กุรอาน-เพื่อนบ้าน

ค้นหาอัลกุรอานพร้อมความหมาย

บ้านมุสลิมะฮฺ เชคริฎอ อะหมัด สมะดี กลุ่มมุสลิมเพื่อสันติ หนังสือพิมพ์ประชาชาติอิสลามออนไลน์ ฟัตวาออนไลน์ มูลนิธิอนุรักษณ์มรดกอิสลาม
100 100 ร้านมุอฺมินดีไซน์เว็บไซด์เพื่อการศึกษาอิสลาม ตลอดชีวิต หรือว่าพวกเจ้าคิดว่า พวกเจ้าจะได้เข้าสวนสวรรค์ ทั้งๆ ที่อัลลอฮฺยังมิได้ทรงรู้ บรรดาผู้ที่ต่อสู้ (ญิฮาด) ในหมู่พวกเจ้าพร้อมกันนั้น พระองค์ก็จะทรงรู้บรรดาผู้ที่อดทนด้วย อิสลามเริ่มต้นที่บ้าน บ้านแห่งการเรียนรู้...مرآة<br />
:: กระจกเงาสะท้อนเยาวชน ::[Togetherness magazine] ก้าวไป…ด้วยกันร้านบ้านมุสลิมะฮฺ จำหน่ายสินค้าเพื่อมุสลิม Basic to muslimah ยินดีต้อนรับแด่ผู้แสวงหาสัจธรรม ร้านจำหน่ายสินค้าอุปกรณ์เบเกอรี่หะล้าลตากะยายหะล้าลคาเฟ่ ร้านบ้านดินอิสลามจำหน่าย ของกิน ของใช้ หนังสือความรู้ทั่วไป ในราคาย่อมเยา
เบเกอรี่ฮาลาล รับทำเค้ก อร่อยทุกชนิด เลือกส่วนผสมอย่างดี
แหล่งรวมหิญาบ ผ้าคลุม เสื้อผ้ามุสลิม ของขวัญของฝาก

คัดลอกข้อความด้านล่างไปไว้ที่หน้าเว็บของท่าน หากต้องการแลกลิงค์