กว่าจะเป็นมุสลิม...

แนะนำตัว?

ชื่อฟาติณ เรียนมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา

อัสลามมุอะลัยกุม วะเราะฮฺมะตุลลอฮฺ วะบะร่อกาตุฮฺ

รู้จักอิสลามครั้งแรกได้อย่างไร ?

วะอะลัยกุมมุสลาม วะเราะฮฺมะตุลลอฮฺ วะบะร่อกาตุฮฺค่ะ ถ้านับที่รู้จักผ่าน ๆ ด้วยก็นานแล้วค่ะ ตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม แต่ตอนนั้นไม่ได้สนใจอะไร คิดว่าเป็นแค่วิชาเรียนสังคมธรรมดา แต่พอมาเข้ามหาวิทยาลัย ตอนปี 1 ก็มีเพื่อนเป็นมุสลิมทั้งกลุ่มเลย 3 คน ซูรีดา นูรฮายาตี นาวินี เราเป็นพุทธอยู่คนเดียว ตอนนั้นพอเห็นเพื่อนแต่งตัวแปลก ๆ มีผ้าโพกหัวด้วย แล้วก็มีละหมาด ไม่กินหมูด้วย ก็เลยสงสัยว่าทำไมต้องทำอย่างนั้น ทำไมต้องเป็นอย่างนี้ ซึ่งเราเองก็รู้สึกว่าเริ่มจะสนใจ ก็ใช้การถามเอาจากเพื่อน เขาก็มีคำตอบให้ตลอด แล้วเขาก็ไม่เคยบังคับนะว่าเราต้องเชื่อ เราต้องคิดแบบเขา เราต้องเป็นอิสลามนะ

คิดอย่างไรกับอิสลามก่อนหน้าที่จะสนใจ ?

แรก ๆ ก็เฉย ๆ ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่ในใจก็นึกนะว่าไม่เคยเห็นข่าวมุสลิมฆ่าพ่อแม่ ไม่เคยมีข่าวรถทัวร์มุสลิมคว่ำ ไม่เคยเห็นผู้หญิงมุสลิมที่แต่งกายเรียบร้อยถูกกระทำไม่ดี ก็เลยคิดเล่น ๆ ว่ามันเป็นเพราะอะไร แต่ก็ยังไม่ถึงกับว่าจะสนใจซะทีเดียวนะ แต่พอมารู้จักกับเพื่อน ๆ กลุ่มที่มหาวิทยาลัย ก็เลยกลับมาคิดแบบจริงจังว่าอิสลามเนี่ยก็เป็นศาสนาที่น่าสนใจนะ มีระเบียบแบบแผนที่ไม่เหมือนใครดี ทำอะไรเป็นการเป็นงาน ทำให้เราอยากรู้อะไรมากขึ้นมาสนใจอิสลามได้อย่างไร ?

ก็อย่างที่บอกว่า ไม่เคยเห็นข่าวไม่ดีเกี่ยวกับมุสลิม แล้วพอเรามีคำถามอะไรถามเพื่อนไป เขาเองก็จะมีคำตอบให้ตลอด แต่แรก ๆ ติดที่เพื่อน 3 คนนั้นเขาจะเป็นเด็กใต้ ก็ไม่ถนัดพูดภาษาไทยเท่าไหร่ ถนัดพูดมลายูมากกว่า เขาจะอธิบายเป็นภาษาไทยไม่ได้ เลยทำให้มารู้จักกับลาตีฟานั่นแหละ เพราะว่าเรียนเอกเดียวกับนาวินีและซูรีดา พอมารู้จักกับลาตีฟา ก็ช่วยได้มากในเรื่องตอบคำถาม แบบว่าเข้าใจได้ง่ายขึ้น ครบขึ้น เพราะเป็นเด็กกรุงเทพเหมือนกัน ภาษาเลยตรงกัน

แล้วเรา 5 คนก็ชอบมานั่งคุยกันในหอพักของนูรฮายาตี เวลาเรียนเสร็จ เพื่อน ๆ จะชอบเล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้เกี่ยวกับอิสลามให้ฟัง เวลาเขาละหมาดเราก็นั่งดูเขาละหมาด ที่มหาวิทยาลัยจะใกล้กับมัสยิดมาก เราจะได้ยินเสียงอาซานทุกวัน จนไม่น่าเชื่อว่าขนาดไปเข้าค่ายของคณะอยู่ที่วัด เรายังรู้สึกว่าเสียงอาซานแว่วอยู่ในหัวตลอดเลย ก็ตกใจเหมือนกันว่าทำไมเป็นอย่างนั้น เลยกลับมาเล่าให้เพื่อน ๆ ฟัง เหมือนว่าเราเริ่มซึมซับอะไรที่เป็นอิสลามเยอะมาก แล้วก็รู้สึกดีนะที่ได้คำตอบในสิ่งที่เราไม่รู้ เลยมานั่งคิดว่า เอ้อ ... อิสลามมีทุกคำตอบที่เราอยากรู้เลย โดยเฉพาะวิถีการดำเนินชีวิตทุกรูปแบบตั้งแต่ตื่นยันนอน ซึ่งเรามองว่าศาสนาเราไม่มี ศาสนาอื่นก็ไม่มีนะเท่าที่เรารู้ ๆ มา คัมภีร์มีบอกหมดเลย ทำให้บางทียังเกิดรู้สึกขัดแย้งกับศาสนาที่ตัวเองนับถืออยู่เลย

ก่อนหน้าที่จะรับอิสลาม 2 วัน เราก็มานั่งคุยกันเรื่องอิสลามตามปกติ ลาตีฟาก็เล่าเรื่องกิยามัตให้ฟัง วันนั้นมีนูรฮายาตีกับซูรีดาอยู่ด้วย เรารู้สึกว่าเวลาเพื่อน ๆ สามคนนี้พูดเรื่องนี้ ดูสามคนจะกลัว ๆ มากเลย บอกตามตรงเราเองก็ขนลุกนะ กลัวเหมือนกัน เพราะว่าสัญญาณต่าง ๆ ที่บอกมามันเกิดขึ้นจริง ๆ แล้วในปัจจุบัน ทั้ง ๆ ที่คัมภีร์มีบอกมาตั้งพันสี่ร้อยกว่าปีมาแล้ว และยังเรื่องพระเจ้าอีก ว่าทำไมพวกเขาถึงเชื่อว่ามีพระเจ้า มันทำให้เราฉุกคิดขึ้นมาเลยว่า เอ้อ ... เราเกิดมาได้ไงล่ะ แล้วโลกนี้ล่ะ

ถ้าศาสนาของเรามีมาสองพันห้าร้อยกว่าปีแล้วก่อนหน้านั้นคนนับถือศาสนาอะไรล่ะ ถ้าย้อนไปถึงมนุษย์คนแรก เขาเกิดมายังไงล่ะถ้าไม่มีผู้สร้าง ? มันก็ทำให้เราเกิดความขัดแย้งในใจตลอดเลย ก็สับสนเหมือนกันนะ พอจบบทสนทนาเราเองก็ยังไม่ได้พูดอะไรแต่ใจน่ะไม่นิ่งแล้ว เพื่อน ๆ ก็ชวนลงไปกินข้าว พอกินเสร็จเราก็พูดโดยอัตโนมัติ แบบว่าตัวเองก็ไม่รู้คิดอะไรอยู่นะตอนนั้น พูดว่า "สงสัยบุ๋มจะต้องรับอิสลามแน่ ๆ เลย" เพื่อน ๆ ได้ยินก็เหมือนจะอึ้ง ๆ แล้วก็ยิ้ม บอกว่าจริงหรอ ตัวเองเลยตอบไปหลังจากคิดอีกที "แต่...ไม่ใช่ตอนนี้หรอก เพราะบุ๋มต้องอยู่กับครอบครัว ต้องขอเงินเขาใช้อยู่ บุ๋มอาจจะรับตอนที่ทำงานแล้วก็ได้นะ" จริง ๆ ในใจตอนนั้นคือสับสน กลัวอะไรหลาย ๆ อย่าง ใจนึงก็อยากรับ อีกใจนึงก็โลเล ลาตีฟาเลยบอกว่า "โอเค ... ไม่เป็นไร ใจเย็น ๆ นะ คือบุ๋มต้องถามตัวเองก่อนนะว่าตอนนี้คิดยังไง รู้สึกยังไง แต่อยากบอกบุ๋มไว้อย่างนึงว่า ตัวเราเองเราก็ไม่รู้ว่าพระเจ้าจะเอาเรากลับไปเมื่อไหร่ เราอาจจะตายนาทีหน้า หรืออีก 1 วัน 1 สัปดาห์ 1 เดือน ไม่ก็ 1 ปี เวลาน่ะมันไม่รอเรา พระเจ้ากำหนดมาแล้วว่าคนเราน่ะจะกลับไปสู่พระองค์เมื่อไหร่

ถ้าเราคิดว่าเราเจอสัจธรรมของชีวิตแล้ว เราเชื่อในพระองค์แล้ว อยากให้เรามั่นใจว่าเราไม่ต้องกลัวอะไรอีก เพราะพระองค์จะทรงอยู่กับเรา แต่อิสลามไม่ได้มีการบังคับนะ อยู่ที่ศรัทธาของแต่ละคนจริง ๆ" ฟังแล้วรู้สึกกลัวมาก ๆ เลยตอนนั้น กลัวว่าตัวเองจะตายก่อนที่จะรับอิสลาม แต่ก็ยังไม่ตัดสินใจอะไรต่อ ทุกอย่างยังคงปกติแต่ใครจะรู้ล่ะว่าหัวใจของเรามันไม่ปกติซะแล้ว

เช้าวันต่อมา ลาตีฟาก็เอาหนังสือมาให้เยอะแยะเลย แล้วก็มีชีทมาให้ปึกหนึ่งชื่อว่า "ธรรมทำไม" มาให้อ่าน จริง ๆ แล้วก่อนหน้านั้นลาตีฟาก็เคยเอาหนังสือมาฝากไว้ที่หอพักของนูรฮายาตีหลายเล่ม ก็เคยเปิดอ่าน ๆ ดูบ้าง เข้าใจบ้างแต่ไม่มากเท่าไหร่ แต่ต้องบอกเลยว่า "ธรรมทำไม" เป็นอะไรที่ดีมาก อ่านแล้วเข้าใจหมด มีคำตอบหลายเรื่องที่เราอยากรู้ เราก็เอาหนังสือพวกนี้กลับไปอ่านที่บ้าน

พอเช้าวันรุ่งขึ้นเป็นวันศุกร์ เรียนห้องเดียวกับซูรีดา แล้วก็ลาตีฟา วันนั้นต้องบอกว่าเหมือนว่าเรามั่นใจอะไรหลาย ๆ แล้ว กลัวตัวเองจะตายด้วย คือความรู้สึกมุ่งไปหาอิสลามหมดใจเลยตอนนั้น เรานั่งติดกับซูรีดา ก็เลยเกริ่นว่าเหมือนว่าใจมันพร้อมแล้วนะ แต่ยังกลัวอยู่เรื่องที่บ้าน ซูรีดาเลยเรียกลาตีฟามาบอกว่า "บุ๋มพร้อมแล้วนะ แต่บุ๋มกลัวเรื่องที่บ้าน แล้วบุ๋มกลัวว่าจะไม่ได้คลุมหิญาบ เพราะว่าที่บ้านอาจจะรับไม่ได้ แต่ใจนึงก็กลัวตายก่อนจะรับอิสลาม" ลาตีฟาก็บอกว่า "ถ้าใจเราพร้อมแล้วนะ เชื่อสิพระเจ้าอยู่กับเรา เราทำในสิ่งที่ถูกต้อง เรามองหาสัจธรรมของชีวิต แล้วเราก็เจอแล้ว เรื่องที่บ้านแน่นอนมันอาจจะต้องมีปัญหาบ้าง แต่นั่นคือการทดสอบ เราต้องอดทนนะ รำลึกถึงพระเจ้ามาก ๆ เพราะพระองค์จะไม่ทรงทดสอบใครเกินกว่าที่บ่าทั้งสองของเขาจะรับไหว มันจะต้องผ่านไปได้ ในความยากลำบากมันก็มีความง่ายดาย กุรอานก็มีบอกไว้นะ บุ๋มขอสิ ขอเลย ถ้าบุ๋มขอ มีหรอพระเจ้าจะไม่ให้ ขอให้ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี เรื่องคลุมหิญาบก็ค่อย ๆ เป็นค่อยไป เอาตามความสามารถของเราก่อน ทำให้ดีที่สุดนะ พระเจ้ารู้ว่าคนเราเจตนาเป็นยังไง"

ฟังแล้วรู้สึกว่า เออ ... อิสลามเป็นแบบนี้เอง สอนให้เราต้องอดทน ต้องค้นหาสัจธรรมความถูกต้อง "แต่บุ๋มกลัวว่าจะอยู่กับที่บ้านไม่ได้ กลัวว่าจะอยู่กับพ่อแม่ไม่ได้ เพราะคนละศาสนากัน บุ๋มจะต้องล้างจานด้วยนะ เขากินหมูกัน" เราก็ถามไปอีก เพื่อจะหาข้อยืนยันความแน่ใจของตัวเอง "อยู่ได้บุ๋ม อยู่ได้ อิสลามให้กตัญญูกับพ่อแม่นะ เราดูแลเขาได้ เราช่วยเหลือเขาได้ เพราะวันนึงเขาอาจะเข้ามาในหนทางอันเที่ยงตรงนี้ก็ได้ หากพระเจ้าทรงประสงค์ เราก็ต้องขอพรให้กับเขา รู้มั้ยว่าพรที่ประเสริฐที่สุดคือพรของลูกที่ขอให้กับพ่อแม่ แล้วเรื่องล้างจาน ถ้าบุ๋มเปิดตัวว่าบุ๋มเป็นอิสลามนะ เขาจะยอมรับจุดนั้น เชื่อมั่นสิ" ลาตีฟาก็ตอบให้ฟัง

ตอนนั้นน้ำตาไหลเลย แบบว่าโอเค...พร้อมแล้วนะ จะรับแล้วนะ ตอนนั้นพักพอดี เลยออกจากห้องกัน ไปเจอนูรฮายาตี ก็คุย ๆ กัน นูรฮายาตีดีใจมาก ๆ เลยล่ะ ดูตื่นเต้นกว่าเราอีก ลาตีฟาบอกว่าขอเวลาแป๊บนะ ไปโทรศัพท์หาพี่ก่อนว่าจะทำไงต่อ ทำอะไรไม่ถูกตื่นเต้น ตื้นตัน แล้วก็กลับมานัดว่าเลิกเรียนเจอกันที่หอ พอไปถึงที่หอ ก็มีนูรฮายาตี ลาตีฟา ซูรีดาอยู่ด้วย

ตอนนั้นตื่นเต้นมาก ๆ ดีใจมาก ๆ ทำตัวไม่ถูกเลย นูรฮายาตีก็ถามว่า "พร้อมยัง มั่นใจแล้วนะ แต่ขอถามก่อนว่าเข้าเพราะอะไร" เราก็ตอบว่า "เราเชื่อว่ามีพระเจ้า เราเชื่อว่านี่มันใช่แล้ว" ก็ได้กล่าวปฏิญาณตน พอกล่าวจบ 4 คนน้ำตาไหลเลย เราก็ให้สลามแล้วก็กอดกันกลมเลย เราได้รับการต้อนรับสู่ หนทางอันเที่ยงตรงอย่างอบอุ่นจริง ๆ ลาตีฟาก็หาชื่อมาให้เพื่อนๆ ช่วยกันเลือก ก็ลงเอยที่ฟาติณ 2 พยางค์ คนจะได้เรียกเต็ม ๆ อ่อ.. ลืมบอกว่าเป็นวันศุกร์ ที่ 25 พฤศจิกายน ตอนประมาณ เกือบเข้ามัฆริบ วันนั้นก็เริ่มเรียนอาบน้ำละหมาดเลย เพื่อนช่วยกันสอนใหญ่ แล้วลาตีฟาก็ขนมาหนังสือมาให้อ่านอีกหลายเล่มเลยหลังจากวันนั้น นูรฮายาตีก็โทรหาพ่อเขา เขาว่าพ่อดีใจมาก ๆ เลย เราก็ได้คุยกับพ่อเขาด้วย

ณ วินาทีแรกที่เข้ารับอิสลามรู้สึกยังไง ?

ดีใจมาก ๆ เลย พูดไม่ถูก มันรู้สึกตื่นเต้น ตื้นตันใจ ศรัทธาในอัลลอฮฺ มือสั่นไปหมด ร้องไห้ออกมาเลยตอนนั้น มันเป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่มาก นี่แหละ .. เรามั่นใจแล้ว เป็นความรู้สึกที่ใช่ เราเกิดมาเพื่อเป็นมุสลิมมะฮฺจริง ๆ เชื่อด้วยหัวใจเลยว่าคนที่ผ่านมาตรงจุดนี้เหมือนเราคงจะรู้สึกแบบเดียวกัน



เจออุปสรรคหรือปัญหาอะไรบ้าง แล้วทางบ้านว่าอะไรบ้าง ?

แรก ๆ ก็ประหม่ามาก เพราะว่ารับอิสลามวันศุกร์ วันเสาร์ก็ได้ลองคลุมหิญาบเลย พี่น้องมุสลิมในชมรมที่บ้านสมเด็จเห็นก็ตกใจมาถามกันใหญ่ ดีที่มีพวกนูรฮายาตีไปด้วย ก็เลยช่วยตอบให้ได้บ้าง ทุกคนให้การต้อนรับดีมาก ๆ ดูทุกคนตื่นเต้นกว่าเราซะอีก แต่พอวันจันทร์มาเรียนปกติ คือว่าเรายังไม่ได้ซื้อชุดนักศึกษาใหม่เลย ก็ต้องใส่แบบเดิม แต่ไม่กล้าใส่กระโปรงสั้นแล้ว ไม่กล้าใส่เสื้อแขนสั้นด้วย เลยไปยืมกระโปรงพรีซจากซูรีดามาใส่ แล้วเอาเสื้อหนาวแขนยาวคลุมทับเสื้อนักศึกษาอีกที ก็เป็นอย่างนี้อยู่หนึ่งสัปดาห์ ตอนแรกคิดว่าจะคลุมตอนทำงานเลย แต่ในใจก็กลัวตายก่อนคลุมอีกนั่นแหละ

ช่วงนี้แหละที่อัลลอฮฺทดสอบมากเลย เ พราะเราเจอคำถามเจ็บ ๆ ทั้งนั้นจากมุสลิมด้วยกัน อย่างเช่น "อ้าว...เมื่อวานคลุมวันนี้ไม่คลุมแล้วหรอ" แบบว่าน้ำเสียงทำเรารู้สึกแย่มาก ๆ ตอบไม่ถูกเลย "เดี๋ยวคลุมเดี๋ยวถอดยังไงกัน" เราเลยรู้สึกไม่ค่อยดีใหญ่ ก็ยังอัลฮัมดุลิลลาฮฺนะที่มีเพื่อน ๆ กลุ่มนี้คอยช่วยเหลือ จนกระทั่งตัดสินใจว่าต้องคลุมแล้วล่ะ ต้องทำแล้วล่ะ ต้องกล้าทำในสิ่งที่ถูก เลยไปซื้อเสื้อแขนยาว กระโปรงยาวมา ก็ได้ผ้าคลุมจากซูรีดากับนูรฮายาตีมา ก็ได้คลุมเมื่อวันจันทร์ที่ 5 ธันวาคมนี้เอง

ตอนแรก ๆ ก็ต้องออกจากบ้านแต่เช้าตีสี่เพื่อมาคลุมหิญาบนอกบ้าน เพราะตอนนั้นยังไม่ได้บอกที่บ้านว่าเป็นมุสลิม แต่อีกไม่กี่วันเราก็ตัดสินใจบอกทางพ่อแม่ก่อน คือตัวเองไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ เขาทำงานต่างจังหวัดเราอาศัยอยู่กับป้า ก็โทรไปบอกเขา

ส่งรูปตอนคลุมหิญาบไปให้ดูเขียนจดหมายไปเล่า พ่อแม่ไม่ว่าอะไรเลย กลับบอกว่าดีซะอีก โดยเฉพาะพ่อชอบมากเลย คือเขาไม่อยากให้เราไปเที่ยวไปคบกับผู้ชาย ไม่อยากให้เราแต่งตัวเปิดโน่นเปิดนี่ กลัวเราเสียคน ส่วนแม่ก็บอกว่าดีแล้วจะได้ไม่ต้องดื่มเหล้า ต้องบอกตามตรงเลยว่าก่อนจะมารับอิสลามเราเป็นคนที่เปรี้ยวพอตัว ดื่มเหล้าด้วย เที่ยวกลางคืนด้วย มีแฟนด้วย สารพัดเลย แต่พอมารับอิสลามเหมือนว่าเป็นคนละคน เป็นชีวิตใหม่ เป็นคนใหม่ เพื่อน ๆ หลายคนยังทักว่าเราเปลี่ยนไปมาก ดูสงบขึ้นมาก ก็อัลฮัมดุลิลลาฮฺจริง ๆ ส่วนพี่สาวที่เป็นลูกของป้าเราก็บอกเขา เขาก็ว่า "เออ ... เพิ่งคิดได้หรอ น่าจะคิดได้นานแล้วนะ" เราก็อึ้ง ๆ ว่าทุกอย่างมันง่ายดายไปหมด ป้าเองก็รู้แล้ว เพราะเรานั่งอ่านอัลกุรอานที่พ่อของลาตีฟาเอามาให้ เป็นกุรอานที่มีแปลภาษาไทย เราก็นั่งอ่านไป ป้าก็ไม่ได้ว่าอะไรเลย ทำให้ตอนนี้สามารถคลุมหิญาบออกจากบ้านได้แล้ว หมดไป 1 ปัญหา

ก็มีปัญหาที่สองตามมา ก็คือยังละหมาดไม่เป็น เครียดมากเลย ได้ลาตีฟามาช่วยสอนให้สลับกับนูรฮายาตี แล้วก็ซูรีดา ตอนนี้ก็พอตามท่าทางได้แล้วค่ะ ก็จะออกจากบ้านแต่เช้ามาละหมาดให้ทันซุบฮิที่หอเพื่อน แล้วก็อ่านหนังสือเอา ยังไงเพื่อน ๆ ก็ช่วยดุอาอฺให้ด้วยนะคะ ให้เราทำได้อย่างสมบูรณ์ ปัญหาต่อมาก็คือ มีคนมาถามคำถามกับเรามากขึ้น

แต่ที่โดนแล้วรู้สึกไม่ดีมาก ๆ เลยก็คือ เขาว่าเราเป็นมุสลิมไม่สมบูรณ์เพราะไม่ได้เข้าอิสลามกับโต๊ะอิหม่าม วันนั้นเราถือศีลอดด้วย พอเวลาละศีลอดก็กินอะไรไม่ลงเลย เครียดไปเลย พอมาคุยกับลาตีฟาแล้วนูรฮายาตีก็โทรไปคุยกับพ่อ ทำให้เรารู้ว่า ความเข้าใจในอิสลามของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แล้วก็การตัดสินทั้งหมดอยู่ที่อัลลอฮฺว่าเราจะใช่หรือไม่ใช่ มันอยู่ที่เจตนาของเรามากกว่า ไม่มีใครสามารถตัดสินเราได้หรอก เลยทำให้เราสบายใจ

แล้วปัญหาที่ไม่ชอบเลยก็คือเรื่องผู้ชาย ผู้ชายมุสลิมเรานี่แหละ พอเรามารับอิสลาม มาคลุมหิญาบ เหมือนว่าเขามองเรามากขึ้น แล้วมองด้วยสายตาไม่ดีเลย ทั้ง ๆ ที่ศาสนาสอนให้ลดสายตาลงต่ำ ทั้ง ๆ ที่เราแต่งตัวตามหลักการเรียบร้อยแล้ว แต่เขากลับมองอย่างไม่ให้เกียรติเราเลย มันเป็นอะไรที่แย่มาก ๆ ทำไมต้องมองแบบนั้นด้วย บางทีโดนแซว กลับกลายเป็นว่าคนต่างศาสนิกซะอีกที่เขาให้เกียรติเรามากขึ้น เราเลยไม่ค่อยเข้าใจว่าสังคมมุสลิมเป็นอะไรกันไปหมดแล้ว ความให้เกียรติไม่มีแล้ว มันกลายเป็นความเคยชินหรือเปล่า เคยชินว่ามุสลิมด้วยกันเพื่อนกันไม่เป็นไรหรอก คือคนเรามักจะชอบมองข้ามสิ่งที่เราเห็นสิ่งที่เราเจออยู่ทุกวันมั้ง ทำให้มองข้ามหลักการไป ทั้ง ๆ ที่การคลุมหิญาบน่าจะช่วยให้เรารอดพ้นเรื่องฟิตนะฮฺพวกนี้ไปได้ ช่วยให้ผู้ชายห่างเราได้ เป็นเกราะป้องกันเรา แต่มันกลายเป็นแม่เหล็กดูดเข้ามาได้ไงไม่รู้ ก็อยากฝากไว้ตรงนี้นะคะว่าให้หันกลับไปมองหลักการปฏิบัติตนระหว่างเพศตรงข้ามใหม่

อิสลามคือศาสนาที่ประเสริฐที่สุดแล้ว มันมีกรอบมีระเบียบแบบแผนอยู่ในตัวเอง ถ้าเราปฏิบัติตามเราก็จะเป็นผู้ที่ประเสริฐที่สุดด้วยเป็นบุคคลที่อัลลอฮฺทรงรัก



จะทำอย่างไรกับตัวเองต่อไปหลังจากนี้ ?

ก็คงจะศึกษาศาสนาต่อไป อยากละหมาดให้ได้สมบูรณ์เร็ว ๆ อยากอ่านกุรอานได้ อยากทำสิ่งที่ศาสนาใช้ให้ทำให้ดีที่สุด อินชาอัลลอฮฺ เพื่อน ๆ ช่วยดุอาอฺให้เราด้วยนะ

สิ่งที่คาดหวังจะทำต่อไปในแนวทางของอิสลาม ?

ถ้ามีความรู้ในเรื่องศาสนาเยอะ ๆ ก็อยากให้ความรู้กับเพื่อน ๆ ต่างศาสนิกที่ยังไม่รู้จักอิสลาม ให้เขาได้มาสัมผัสเหมือนเราได้สัมผัสมา เพราะเขาอาจจะเจอแนวทางที่เที่ยงตรงเหมือนเราก็ได้นะ อินชาอัลลอฮฺ

สุดท้ายนี้อยากฝากอะไร ?

ขอบคุณต่ออัลลอฮฺที่ทำให้ได้มีลมหายใจอยู่ในฐานะของผู้ศรัทธาคนหนึ่ง ได้ค้นพบแนวทางอันเที่ยงตรงนี้ ขอบคุณเพื่อน ๆ ทุกคนที่ให้การช่วยเหลือมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นนูรฮายาตี ซูรีดา นาวินี ลาตีฟา ขอบคุณคนทำหนังสือทุกเล่มที่ได้อ่าน แล้วก็อยากให้มีหนังสือแบบ "ธรรมทำไม" ออกมาเยอะ ๆ เพราะนี่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เรามั่นใจมากขึ้นที่จะรับอิสลาม มันมีคำตอบที่เราอยากรู้เยอะ เชื่อว่าเพื่อน ๆ ต่างศาสนิกน่ะเขาอยากรู้จักอิสลามนะ แต่ไม่กล้าถาม ขอแนะนำให้ทำนะคะ หนังสือศาสนาที่อ่านง่าย ๆ ให้คนไม่รู้ได้เข้าใจ โดยเฉพาะเรื่องของกิยามัต น่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากเลย ฝากตรงนี้ไว้ด้วยค่ะ สุดท้ายก็ขอให้อัลลอฮฺทรงเมตตากับทุกคนนะ

ญะซากุมุลลอฮุคอยร็อน : คัดลอกจากเว็บหนึ่ง (จำไม่ได้หลายปีแล้วค่ะ)

ตอบ

เนื้อหาของข้อมูลนี้ถูกรักษาเป็นความลับและไม่แสดงต่อสาธารณะ

เว็บบอร์ด-กุรอาน-เพื่อนบ้าน

ค้นหาอัลกุรอานพร้อมความหมาย

บ้านมุสลิมะฮฺ เชคริฎอ อะหมัด สมะดี กลุ่มมุสลิมเพื่อสันติ หนังสือพิมพ์ประชาชาติอิสลามออนไลน์ ฟัตวาออนไลน์ มูลนิธิอนุรักษณ์มรดกอิสลาม
100 100 ร้านมุอฺมินดีไซน์เว็บไซด์เพื่อการศึกษาอิสลาม ตลอดชีวิต หรือว่าพวกเจ้าคิดว่า พวกเจ้าจะได้เข้าสวนสวรรค์ ทั้งๆ ที่อัลลอฮฺยังมิได้ทรงรู้ บรรดาผู้ที่ต่อสู้ (ญิฮาด) ในหมู่พวกเจ้าพร้อมกันนั้น พระองค์ก็จะทรงรู้บรรดาผู้ที่อดทนด้วย อิสลามเริ่มต้นที่บ้าน บ้านแห่งการเรียนรู้...مرآة<br />
:: กระจกเงาสะท้อนเยาวชน ::[Togetherness magazine] ก้าวไป…ด้วยกันร้านบ้านมุสลิม จำหน่ายสินค้าเพื่อมุสลิม Basic to muslimah ยินดีต้อนรับแด่ผู้แสวงหาสัจธรรม ร้านจำหน่ายสินค้าอุปกรณ์เบเกอรี่หะล้าลตากะยายหะล้าลคาเฟ่ ร้านบ้านดินอิสลามจำหน่าย ของกิน ของใช้ หนังสือความรู้ทั่วไป ในราคาย่อมเยา
เบเกอรี่ฮาลาล รับทำเค้ก อร่อยทุกชนิด เลือกส่วนผสมอย่างดี
แหล่งรวมหิญาบ ผ้าคลุม เสื้อผ้ามุสลิม ของขวัญของฝาก

คัดลอกข้อความด้านล่างไปไว้ที่หน้าเว็บของท่าน หากต้องการแลกลิงค์


Chat module by BoWoB Chat for Drupal