“ทำอย่างไรถึงจะเป็นมุสลิมะฮฺที่เข้มแข็ง ?”
มันคือคำถามที่น้องคน 1 มอบให้เครือข่ายอินเตอร์เน็ตทำหน้าที่เป็นบุรุษไปรษณีย์ส่งเข้ามายังกล่อง ข้อความส่วนบุคคลของบล็อกนี้ ก่อให้เกิดความอัศจรรย์ใจยิ่งนักแก่ผู้รับ เสมือนกีหมัดคนขายข้าวหมกได้รับคำถามว่าทำอย่างไรถึงจะได้เป็นนายกฯ หันมองข้างหลังทั้งซ้ายขวาก็ไม่เห็นใครอีก
ตกลงเขาถามฉันจริงๆหรือนี่ ?
จะดีหรือที่ถามคนอย่างข้าพเจ้านี้ ?
ตอบ ตัวเองว่าคงไม่ดีแน่ แต่เพื่อไม่ให้น้องสาวในอิสลามผู้ส่งคำถามนี้มาต้องเซ็งจิตจนเกินไป จะขอลองตอบคำถามนี้ในฐานะผู้ตั้งข้อสังเกตดูเสียหน่อย โดยมีข้อตกลงกันก่อนว่าเราจะแลกเปลี่ยนข้อมูลกันในฐานะมุสลิมะฮฺที่ต่างอยาก จะเข้มแข็งเสมอหน้ากัน(เพราะผู้ศรัทธาที่เข้มแข็งจะเป็นที่รักของอัลลอฮฺ มากกว่าผู้ศรัทธาที่อ่อนแอ) หาใช่ในฐานะที่มีใครคนใดคนหนึ่งอยู่ในฐานะมุสลิมะฮฺที่เข้มแข็งแล้วอย่าง สมบูรณ์ไม่
![]()
ก่อนอื่นเราต้องให้คำจำกัดความ ‘มุสลิมะฮฺเข้มแข็ง’ กันก่อนกระมัง ในความเข้าใจส่วนตัว ‘มุสลิมะฮฺเข้มแข็ง’ น่าจะผูกติดกับความหมายอย่างกว้างที่สุดของ ‘มุสลิมะฮฺที่มีอีมานเข้มแข็ง’ (ความเข้าใจนี้ทำให้ไม่อาจยอมรับว่าตัวเองเป็นมุสลิมะฮฺที่เข้มแข็งได้ เพราะส่วนตัวเชื่อเสมอมาว่ายามใดที่เรากล้าบอกว่าตัวเองอีมานเข้มแข็งแล้ว ยามนั้นเราเริ่มอีมานอ่อนแอแล้ว) หมายถึงว่ามุสลิมะฮฺที่ยืนหยัดในหลักการอิสลาม โดยไม่ครั่นคร้ามต่ออุปสรรคต่างๆนานาที่ย่อมต้องดาหน้ากันเข้ามากีดขวางเรา อันเป็นสิ่งที่ต้องประสบกับคนที่เดินบนทางสายนี้ในทุกยุคสมัย ความไม่ยี่หระต่ออุปสรรคอย่างนี้ล่ะมั้งที่วาดภาพของ ‘ผู้เข้มแข็ง’ ให้เกิดขึ้นในใจของผู้พบเห็น
มีความข้าใจส่วนตัวนิดหนึ่งที่อยากยกขึ้นมาพูดคุยในประเด็นนี้ คือความแตกต่างระหว่าง ‘มุสลิมะฮฺเข้มแข็ง’ กับผู้หญิงที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า ‘สาวมั่น’ หลายครั้ง...เราหลายคนนำ 2 คำนี้มาผสมปนเปกันจนเกือบจะกลายเป็นสิ่งเดียวกันในความเข้าใจ ทั้งที่จริงแล้ว ส่วนตัวคิดว่ามันต่างกันอยู่มากโขทีเดียว
[color=#00BFBF] มุสลิมะฮฺเข้มแข็งไม่จำเป็นต้องเดินฉับๆ พูดจาฉะฉาน กล้าแสดงออกในทุกสถานการณ์อย่างนิยามที่สาวมั่นทั้งหลายยึดครอง มุสลิมะฮฺเข้มแข็งไม่จำเป็นต้องโดดเด่นและดูดีในสายตาของใคร ไม่จำเป็นต้องมีพื้นที่(พร้อมสปอตไลท์ฉายเสมอ)ในสังคมสาธารณะ ที่สำคัญคือไม่จำเป็นต้องมีบุคลิกภาพเพียงชุดเดียว
ไม่ว่าจะเป็นท่านหญิงอาอิชะฮฺที่โดดเด่นนักในเรื่องความรู้และการเผยแพร่ ความรู้แก่ใครๆ หรือท่านหญิงฟาติมะฮฺที่ดีเด่นในเรื่องการแบกรับหน้าที่หนักหนาภายในบ้าน
ไม่ว่าจะเป็นท่านหญิงนะซีบะฮฺที่ประวัติศาสตร์บันทึกว่าร่วมต่อสู้ในสมรภูมิ อย่างแข็งแกร่ง หรือท่านหญิงเซาดะฮฺที่ประวัติศาสตร์บันทึกว่าเก็บเนื้อเก็บตัวอยู่กับบ้าน โดยไม่ได้เดินทางไปไหนอีกเลยหลังจากท่านนบีผู้เป็นสามีเสียชีวิต
ไม่ ว่าจะเป็นนางอาซียะฮฺที่ยืนขึ้นประกาศความแข็งข้อต่อความอธรรมของฟิรอูนอ ย่างอาจหาญ หรือนางมัรยัมที่รักษาพรหม์จรรย์ของตนอย่างสงบเสงี่ยม
ทั้งหมดล้วนเป็นต้นแบบแห่ง ‘มุสลิมะฮฺเข้มแข็ง’ อย่างไร้ข้อโต้แย้ง ก็เพราะความเข้มแข็งของมุสลิมะฮฺนั้นอยู่ที่หัวใจซึ่งสยบยอมต่อคำสั่งใช้ของ อัลลอฮฺ มิใช่แค่เพียงการแสดงออกภายนอกที่ใคร ๆ สามารถมองและวัดด้วยสายตา
กำลังจะบอกว่า...เราไม่น่าจะยึดติดนะว่ามุสลิมะฮฺที่น่ายกย่องจะต้องมี บุคลิกภาพแบบเดียว (ตราบที่บุคลิกนั้นๆอยู่ในกรอบของอิสลาม) ไม่ว่าจะเรียบร้อยสุดจิต(ตามที่ใครหลายคนชื่นชม) หรือเก่งกล้าสุดใจ(ตามที่ใครอีกหลายคนนิยม) เราน่าจะสามารถเป็นมุสลิมะฮฺที่เข้มแข็งได้ไม่ว่าจะเป็นคนที่มีบุคลิกอ่อน ช้อยเหมือนผ้าพับไว้ หรือคล่องแคล่วเหมือนผ้าที่ตากบนราวในยามลมแรง
![]()
เอ่อ...โม้เรื่องนิยามเสียเป็นคุ้งเป็นแคว ยังไม่ได้เข้าประเด็นคำถามเลยว่าทำอย่างไรถึงจะเป็นมุสลิมะฮฺที่เข้มแข็งได้ ก็จะขอตั้งข้อสังเกตโดยยึดจากนิยามตามที่ตัวเองเข้าใจ อันเป็นไปตามหลักการเบื้องต้นว่าความเข้มแข็งที่แท้จริงอยู่ที่หัวใจ โดยเฉพาะในยามที่ต้องเผชิญบททดสอบต่างๆบนเส้นทางแห่งการยืดหยัดในอิสลาม
มุสลิมะฮฺที่เข้มแข็งจะต้องมีหัวใจที่เข้มแข็งก่อนอะไรทั้งหมด ซึ่งหัวใจที่เข้มแข็งนั้นก็ย่อมไม่อาจได้มานอกจากด้วยความช่วยเหลือของอัล ลอฮฺ ดังนั้นเราคงไม่อาจเข้มแข็งได้เลยถ้าความผูกพันระหว่างเรากับอัลลอฮฺยังไม่ แนบแน่นเพียงพอ
สำหรับตัวเอง ความผูกพันนี้ที่จริงแล้วน่าจะได้มาผ่านอุปสรรคทั้งหลายทั้งปวงในชีวิตเรา นั่นแหละ มุสลิมะฮฺที่ต้องออกไปผจญภัยในสังคมญาฮิลียะฮฺน่าจะเข้าใจดี มันมีหลายวินาทีเหลือเกินของชีวิต ที่เราโดดเดี่ยวจากมวลมนุษย์อย่างแท้จริง บรรดาผู้ที่คิดและนำเสนอทฤษฎีสามสิบเจ็ดบท ทั้งที่พยายามผลักดันให้เราออกมาต่อสู้ในสังคมหรือสงบเสงี่ยมอยู่ที่บ้าน ไม่อาจมาร่วมรับรู้และแบ่งปันวินาทีเหล่านั้นกับเราได้เลย ไม่ว่าจะคนที่ยิ้มเยื่อนชื่นชมหรือส่ายหน้าเอือมระอาให้เรา เห็นด้วยหรือคัดค้านในสิ่งที่เราเลือกและลงมือทำ ทั้งหมดนั้นไม่อาจยังประโยชน์ให้เราได้เลยในโมงยามที่เราต้องเผชิญหน้ากับ ความรู้สึกสารพัดสารเพอยู่ในมุมเล็กๆของโลกและของชีวิต
โมงยามเหล่านั้นจะสอนเราอย่างลึกซึ้งที่สุดว่าที่จริงแล้วที่พึ่งของเรามีเพียงที่เดียว...มีเพียงผู้เดียว !
แล้วหลังจากผ่านวินาทีพวกนั้นมาได้ด้วยความช่วยเหลือของที่พึ่งหนึ่งเดียว ผู้นั้น ก็ราวกับว่าเราจะมองเห็นที่ทางของชีวิตได้ชัดเจนแจ่มแจ๋วเหมือนมองเห็นเส้น ผมมุสลิมะฮฺใต้ผ้าบาวาเลยทีเดียว เมื่อใดก็ตามที่เราบอกตัวเองได้อย่างชัดเจนแน่วแน่ว่าเรากำลังทำอะไร กำลังจะเดินไปทางไหน ต้องการอะไรจากโลกนี้และจากชีวิตนี้ ตราบที่เราบอกตัวเองได้ว่าสิ่งที่เลือกทำ ทางที่เลือกเดินนั้นเป็นไปโดยหวังในความพอใจจากอัลลอฮฺเป็นที่ตั้ง บนความรู้ความเข้าใจเท่าที่เรามีอยู่ เราจะไม่ยี่หระต่อทุกอุปสรรคและทุกความคิดเห็นของใครๆ ไม่ท้อแท้ ไม่เสียใจ คำชื่นชมหรือต่อว่าของผู้คนจะมีค่าเท่ากัน ตรงที่ไม่มีค่าอะไรเลย
โปรดอย่าเข้าใจผิดว่า‘การไม่รู้สึก’ต่อความคิดเห็นของผู้คนเป็นเรื่องเดียว กับ‘การไม่รับฟัง’ ตรงข้าม ถ้าเราเอาความพอใจของอัลลอฮฺเป็นที่ตั้งจริง (ไม่ใช่ความพอใจของตัวเอง) เราย่อมจะต้องรับฟังในสิ่งที่ผู้คนบอกกล่าวให้ความเห็น โดยเฉพาะถ้าความเห็นนั้นมาจากผู้คนแห่งอิสลาม เรารับฟังและพร้อมจะเปลี่ยนแปลงถ้าพบว่าเราผิด แต่ความเห็นเหล่านั้นไม่อาจสร้างความเจ็บปวด หรือท้อแท้ให้หัวใจเรา เท่าๆกับที่เราจะรับฟังและรับรู้ในความปรารถนาดีของพี่น้องที่ยืนอยู่ข้าง เรา แต่มันก็ไม่ได้สร้างความหึกเหิมลำพองใจให้แก่หัวใจของเรา
นั่นคือจุด 1 ที่จะนำไปสู่ความเข้มแข็งในหัวใจ อินชาอัลลอฮฺ
ส่วนการกระทำอื่นๆที่จะมีส่วนช่วยนำเราไปสู้เส้นทางแห่งการเป็น ‘มุสลิมะฮฺเข้มแข็ง’ ก็คงเป็นอะไรที่เรารู้กันดีอยู่พอตัว แต่จะทำได้หรือไม่นั้นอีกเรื่อง เช่น การหาความรู้ การอยู่ร่วมกับญะมาอะฮฺของคนดีๆ การให้ตัวเองได้มีส่วนทำงานรับใช้ศาสนาของอัลลอฮฺ การทำอิบาดะฮฺอย่างแข็งขันและสม่ำเสมอ ฯลฯ ประเด็นพวกนี้ถ้าใส่รายละเอียดคิดว่าน่าจะยาวไปถึงสุไหงโกลก ฉะนั้นขอขึ้นเฉพาะหัวข้อไว้ แล้วพี่น้องคิดว่าส่วนไหนมีประเด็นน่านำมาพูดคุยกัน ค่อยถือโอกาสถกกันนอกรอบแล้วกันเนอะ
ที่จริงแล้วแค่ความปรารถนาที่จะเป็น ‘มุสลิมะฮฺเข้มแข็ง’ ก็น่าจะนับเป็นวิธีทางหนึ่งและอาจเป็นวิธีการสำคัญด้วยซ้ำที่จะนำไปสู่วิถี ทางแห่งมุสลิมะฮฺเข้มแข็ง เพราะอย่างน้อยความปรารถนานั้นก็ชี้ให้เห็นความเอาใจใส่ของเราที่มีต่อ สถานภาพความเป็นมุสลิมะฮฺของตน ซึ่งมันน่าจะเป็นจุดเริ่มที่ดีในการปรับปรุงตัวเองต่อไป
ที่สำคัญคืออย่าท้อแท้เมื่อคิดว่าตัวเองช่างเต็มไปด้วยข้อบกพร่องและความ อ่อนแอ ที่จริงแล้วการที่เรามองเห็นความอ่อนแอของตัวเองนั่นแหละคือบันไดสำคัญที่จะ ทำให้เราป่ายปีนไปสู่ความเข้มแข็ง และไม่ว่าเราจะยืนอยู่บนบันไดขั้นไหน ก็ดูเหมือนว่าจะยังมีบันไดขั้นต่อไปรออยู่เสมอ
ถ้าความเข็มแข็งของมุสลิมะฮฺผูกติดอยู่กับความเข้มแข็งของอีมานอย่างที่ สาธยายไปจริง ความคิดที่ว่าตัวเองเข้มแข็งเพียงพอแล้วก็ควรจะถูกนับเป็นความอ่อนแอรูปแบบ หนึ่ง
ดังนั้นเมื่อใดที่เราคิดว่าตัวเองเข้มแข็งแล้ว เมื่อนั้นน่าจะพอบอกตัวได้แล้วแหละ...ว่าเราเริ่มอ่อนแอแล้ว!
ญะซากิลลาฮุคอยร็อน : พี่หนู(แสน)ดี
- อ่าน 732 ครั้ง
- แสดงความคิดเห็น
เว็บบอร์ด-กุรอาน-เพื่อนบ้าน
- กับวันอีดที่กำลังจะมาถึง..เราเตรียมตัวกันอย่างไร
- ลัยละตุ้ลก๊อดรฺ
- ทำอย่างไรให้กิยามุลลัยลฺมีรสชาติ? (เอกสารดาวน์โหลด)
- ฟัง "วันโลกแตก" (18ก.ย.2553/บ้านเพียรมานะ ซอยมิสทีน)
- สอนเบเกอรี่ครั้งที่ 3 (19ก.ย.2553/ซ.รามคำแหง118)
- เรากำลังละหมาด แบบไก่จิกข้าว อยู่หรือเปล่า!!
- คงยังไม่สาย หากคิดจะเปลี่ยน
- เสวนาวิชาการและละศีลอด (28ส.ค.2553/ม.สงขลานครินทร์ หาดใหญ่)
- รอมาฎอน เดือนแห่งข้าวแกง
- อบรมพี่เลี้ยงเพื่อค่ายลองใช้วิถีชีวิตแบบอิสลาม (ธ.ค.2553)
- อะไรคือหุกุ่มของการละหมาดตะรอวีหฺสำหรับสตรี ?
- บริจาคกัน!หรือยัง ?
- ชี้แจง คุณค่าของการละหมาดตะฮัจญุด
|
ค้นหาอัลกุรอานพร้อมความหมาย
|
|
|


“คือ การแสดงออกถึงความเคารพต่ออัลลอฮฺที่บรรดาอับดฺล(บ่าว)กระทำเพื่อให้ได้...
-คล้ายกับว่ารอมฎอนจะเป็นช่วงเวลาแห่งการเตือนสติ ที่ทำให้เราได้กลับมาทบทวนตัว...
“รวมไฟล์เสียงรายการ "มุสลิมะฮฺคุย" เป็นรายการการพูดคุยของเพื่อแสดงความคิดเห็นในมุมมองของมุสลิมะฮฺและการ...


2 days 20 hours ก่อน
3 weeks 6 days ก่อน
4 weeks 3 days ก่อน
6 weeks 3 days ก่อน
6 weeks 3 days ก่อน
8 weeks 1 วัน ก่อน
8 weeks 1 วัน ก่อน
9 weeks 6 days ก่อน
10 weeks 1 วัน ก่อน
10 weeks 1 วัน ก่อน