เมื่อพูดถึงการจัดสิ่งแวดล้อมของเด็กให้เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้ของเด็ก คนส่วนมากนึกถึงแต่เรื่องสถานที่ การจัดบ้าน การจัดห้อง ข้าวของ เครื่องใช้ ของเล่น โทรทัศน์ อะไรแบบนี้ ซึ่งมันไม่ใช่ทั้งหมด คนที่ขาดแคลนยากจน หรือ ไม่มีความรู้ ก็สามารถปั้นลูกให้เป็นอัจฉริยะได้ โดยที่ไม่ต้องมีของพวกนี้ เพราะ สิ่งแวดล้อมที่สำคัญที่สุด ที่ต้องจัดการให้เอื้อกับการเรียนรู้ของลูก คือ พ่อแม่ และคนที่แวดล้อมเด็กค่ะ การกระทำ คำพูด การใช้ชีวิตประจำวันของครอบครัว มีผลทำให้เด็กเรียนรู้ มาก หรือ น้อยลงได้ บางครอบครัว ที่มีอันจะกิน เด็กเกิดมาท่ามกลางความรัก ความชื่นชมรอคอยของคนในครอบครัว ได้รับการประคบประหงม เหมือนไข่ในหิน ทำอะไรมีคนรับใช้ ช่วยเหลือ เด็กๆ ไม่เคยต้องผิดหวัง ไม่เคยเสียใจ อยากได้อะไรต้องได้ ทำให้เด็กเสียโอกาสที่จะฝึกฝน รับมือ กับ ความผิดหวัง เด็กเสียโอกาสที่จะฝึกฝนทักษะสำคัญ ในการช่วยเหลือตัวเอง เมื่อเติบโต เมื่อประสบปัญหาชีวิต ก็ฝ่าไปได้ยาก สิ่งที่คนเราไม่ได้คิด คือ บทเรียน และการเรียนรู้ ครั้งยิ่งใหญ่ของชีวิต ล้วนเกิดจากความเจ็บปวด เมื่อเจ็บแล้วจะจำไม่ลืม ความล้มเหลว คือครูที่สำคัญของความสำเร็จ
ในขณะเดียวกัน ครอบครัวที่พ่อแม่ มีแต่มุ่งหน้าทำมาหากิน ปล่อยปะละเลย ไม่มีเวลาให้ลูก ปล่อยให้ลูกอยู่ตามลำพัง หรือ อยู่กับคนอื่น เรียนรู้ชีวิตไปตามยถากรรม ก็เช่นกัน แม้เด็กที่อยู่ในสภาพนี้ จะได้รับความยากลำบาก และบาดเจ็บเสียใจ เป็นประจำ ก็ไม่ได้ หมายความว่า เขาจะเป็นคนเก่ง แข็งแกร่ง รักษาอัจฉริยะภาพได้ เพราะเมื่อเหตุการณ์ใดๆ ในชีวิต เด็กก็จะตีความเอง ว่า เป็นเพราะแบบนั้น แบบนี้ ซึ่ง อาจจะคิดไปในทางที่ไม่ถูกต้อง หรือ ไปในทางลบ เมื่อเด็กมองโลก มองตัวเองไปในแง่ลบแล้ว ก็จะทำให้เป็นเด็กที่หม่นหมอง ไร้ความสุข ต่อมใต้สมองหลั่งฮอร์โมนที่ไม่ดีออกมา ทำให้เด็กเป็นเด็กที่มีปัญหา ทางร่างกาย จิตใจ จิตวิญญาณ และทางปัญญา จะเห็นได้ว่าการที่เราดูแลลูกใกล้ชิด ประคบประหงมมากเกินไป ไม่ใช่เรื่องดี พอๆ กับการปล่อยปะละเลยลูก เพราะการกระทำที่ไม่พอดี เป็นตัวขวางกั้นการเรียนรู้ตามธรรมชาติของลูกค่ะ หรือ ทำให้ลูก เรียนรู้อย่างผิดๆ สิ่งที่ควรทำ ก็คือ การเลี้ยงลูกอย่างพอดี ให้ลูกได้เรียนรู้ ด้วยตัวเอง แต่เราต้องคอยสังเกตใกล้ชิด เมื่อเกิดเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้น เช่น ลูกเสียใจ หรือบาดเจ็บ ร้องไห้ หรือกลัว เราต้องหยุดดูปฎิกิริยาของลูกต่อเหตุการณ์นั้นๆ หากปฎิกิริยาของลูก เป็นปกติ ก็ปล่อยไป หรือ หากไม่ปกติ แปลว่าลูกสรุปผิด ตีความเหตุการณ์ ไม่ถูกต้อง ก็ต้องไปแก้ไข ไปอธิบายให้ลูก เข้าใจ ยกตัวอย่างให้ฟัง การที่เราเป็นห่วงลูก ไม่อยากให้ลูกกินของสกปรก และเล่นของอันตราย เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะในแต่ละปี มีเด็กจำนวนมากที่บาดเจ็บ เสียชีวิต เพราะอุบัติเหตุ เช่นนี้ แต่การป้องกัน ที่ดีที่สุด ไม่ใช่การห้ามเด็ก แต่เป็นการที่พ่อแม่ต้อง จัดสิ่งแวดล้อมให้ปลอดภัย และเอื้อต่อการเรียนรู้ของลูก เก็บของอันตราย ให้พ้นจากเด็ก เป็นของเป็นที่เป็นทาง เอาของเล่น หรือของที่ลูกมักจะใช้ ทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรคทุกๆ วัน หรือทุกครั้งหลังใช้งาน และเลือกใช้ของที่ไม่มีสารปนเปื้อน หรือ สารพิษ เมื่อเด็กหยิบเข้าปาก ก็ไม่ต้องกังวล การห้ามเด็ก ไม่ได้ช่วยให้เด็กปลอดภัย เพราะเด็กไม่เข้าใจ และยังแยกแยะไม่ได้ จนกว่าจะถึงวัยๆ หนึ่ง ที่พูดคุยกันเข้าใจ ดังนั้น การห้ามเด็ก อย่า อย่า อย่า เป็นการทำลาย การเรียนรู้ของเด็กค่ะ นี่ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่หนังสือ หลายๆ เล่ม ที่กล่าวมาแล้ว พูดตรงกัน อีกประเด็นหนึ่ง ที่ได้เล่า แทรกๆ ไปตามตอนที่ผ่านๆ มาแล้ว แต่ไม่ได้เน้นให้เด่นชัด ก็คือ เรื่องของกลไกการป้องกันตัวเองของมนุษย์ ดิฉันอยากเขียนให้ชัดๆ อีกครั้ง เพราะหากเราเข้าใจประเด็นที่สำคัญนี้ เราจะเข้าใจ พฤติกรรมของเรา และเราจะเข้าใจพฤติกรรมของลูกด้วย ในหนังสือ Magical Parent, Magical Child ของ Michael Mendizza และ Joseph Chilton และ ในหนังสือมีการยกตัวอย่างของการพูดในที่ชุมชน เราคงจำได้ของครั้งแรก ที่เราได้รับคำสั่งให้พูดหน้าชั้น หรือ พูดในที่สาธารณะครั้งแรก โดยอัตโนมัติเราอาจจะมือเท้าเย็น เสียงสั่น เหงื่อออกมือ พูดอะไรเงอะงะ จำเรื่องที่จะพูดไม่ได้ และอาจจะมีอื่นๆ หากมาดูการทำงานของ ความรู้สึก อารมณ์ และการทำงานของฮอร์โมน ที่ส่งผลต่อร่างกาย ในกรณีนี้จะเห็นว่า เมื่อได้รับคำสั่งให้พูดในที่ชุมชน ในจิตใต้สำนึกของเรา จะรู้สึกกลัว ค่ะ กลัวที่จะทำเรื่องหน้าแตก ขายหน้า ต่อหน้าคนอื่นความกลัวนี้ ทำให้เรา เกิดสัญชาตญาณในการป้องกันตัว เมื่อเกิดสัญชาตญาณป้องกันตัว ทำให้ต่อมใต้สมอง ทำงานอัตโนมัติ เป็นกลไกป้องกันตัวโดยอัตโนมัติ ที่สั่งให้สารเคมี อะดรีนารีน หลั่งออกมาทำให้เกิดการเผาผลาญพลังงานในเซลล์มหาศาล จนร่างกายร้อน จะเห็นว่ามีหลายคน เหงื่อแตกพลั่ก ทั้งๆ ที่ห้องแอร์เย็นเฉียบ ปฎิกิริยาต่างๆ ที่ออกมา ทางร่างกาย และใจที่สั่น เต้นแรง ก็มาจากกลไกป้องกันตัวทั้งสองอย่างนี้ ที่ทำงานพร้อมกัน คนที่เคยประสบความล้มเหลวในการพูดชุมชนมาก่อน จะยิ่งมีปฎิกิริยา ความกลัวที่รุนแรงกว่า คนที่ไม่เคย บางคนแค่ได้ยิน ว่าจะต้องพูด หน้าห้อง ก็กลัวแล้ว เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมา ความเจ็บปวดจากความอับอายที่ได้รับมาก่อน มันฝังแน่น อยู่ในความทรงจำ ทำให้ยิ่งกลัว ปฎิกิริยาการต่อต้าน กลไกป้องกันตัวยิ่งทำงานมาก เรื่องนี้ มีนัยที่สำคัญ หากตีความแบบแรก น้องก็จะกลัวเพื่อน ไม่ไว้ใจเพื่อน คนอื่นๆ ด้วย เพราะคนที่เป็นเพื่อนอาจจะทำร้ายเรา หากตีความแบบที่สอง น้องจะกลัวโรงเรียน อีกตัวอย่างหนึ่ง จำเรื่องของอดัม คู ได้ไหมคะ อดัม คู เป็นเด็กเรียนอ่อน โดยเฉพาะเรื่องการเรียนคณิตศาสตร์ เขาเขื่อว่าเขาเป็นเด็กเรียนอ่อน และเขาก็สอบตกด้วย ตอนชั้นประถม ถึงขั้นไม่มีที่เรียน เพราะตอนเด็กๆ นั้น ตอนที่เขาท่องสูตรคูณไม่ได้ คุณแม่ของเขา บ่นว่า เขาว่า ทำไมเรื่องง่ายๆแค่นี้ก็ทำไม่ได้ ความเจ็บปวดจากคำพูดของแม่ ทำให้เขากลัววิชาคณิตศาสตร์ ทำให้เขาเชื่อว่า เขาเรียนแย่ และเขาก็เป็นเช่นนั้น พอถึงเวลาเรียน จิตใจก็ไม่สามารถจดจ่อ ไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่ครูสอนได้ เพราะกลไกป้องกันตัวนั้น ทำงานค่ะ มันต่อต้านการเรียนคณิตศาสตร์ ทำให้เกิดอาการเบื่อหน่าย ง่วงเหงาหาวนอน ปัญญาไม่แจ่มใส ฟังไม่รู้เรื่อง เพราะไม่อยากฟัง เพราะเชื่อว่า ตัวเองไม่มีพรสวรรค์ ถูกสาบมาแล้ว ในฐานะที่เป็นพ่อแม่ เราจึงต้องระมัดระวัง การกระทำ คำพูด และปฎิกิริยาอัตโนมัติของเราให้มากๆ ด้วยความผิดหวัง แม่ของอดัม คู ก็บ่นว่า ตำหนิลูกโดยไม่คิด ว่าคำพูดนั้น จะทำร้ายลูก จะเป็นประสบการณ์ที่เจ็บปวด ทำให้ลูกกลไก การป้องกันตัวเองของลูกทำงาน ในฐานะที่เป็นพ่อแม่ เราต้องคอยเฝ้าดู ว่าตลอดระยะเวลาที่ลูกกำลังเรียนรู้โลก นั้น เขาได้รับประสบการณ์อะไรบ้าง เขาตีความอย่างไร และเมื่อสังเกตเห็นว่า ลูกกำลังตีความผิด หรือ เข้าใจผิด ก็ควรอธิบาย ชี้แจง ก่อนที่ข้อมูลที่ผิดๆ นั้น จะถูกบันทึกในสมองของลูก อย่างแนบแน่น แกะไม่ออก ข้อมูล : จากเวบบอร์ดที่ไหนสักแห่ง ขออภัยที่ระบุไม่ได้ค่ะ |
|||


